ข่าวเศรษฐกิจ - ธุรกิจ 24/10/2023, 16:16

ลำดับที่ 80 “อุตสาหกรรมข้าวไทยยังวุ่นวายจากการลดการผลิตและขึ้นราคา”

การผลิตข้าวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยตกอยู่ภาวะผันผวน ปัจจุบันมีความเสียหายจากภัยแล้งเนื่องจากขาดฝนและคาดว่าปริมาณการผลิตจะลดลงจากปีก่อนเนื่องจากพื้นที่ปลูกลดลงเป็นผลมาจากการปลูกพืชหมุนเวียน ในทางกลับกัน การประกาศอย่างกะทันหันของรัฐบาลอินเดียเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมเรื่องห้ามส่งออกข้าวทำให้เกิดข่าวดี ทำให้ความต้องการข้าวของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ในทางกลับกัน มีการคาดการณ์ว่าเนื่องจากความต้องการและประสิทธิภาพการผลิตข้าวในระดับโลกสูงขึ้นจะมีการกักตุนข้าวทำให้มีผลกระทบต่อตลาดในประเทศด้วย รัฐบาลถูกบังคับให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง อาจมีโอกาสส่งผลตรงกับราคาของพวกอาหารหลักและวัตถุดิบอื่น ๆ และราคาของสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เรื่องนี้นำไปสู่การตัดสินใจที่รอบคอบของรัฐบาลในขณะนี้

ลำดับที่ 80 “อุตสาหกรรมข้าวไทยยังวุ่นวายจากการลดการผลิตและขึ้นราคา”

จากการประมาณการของสำนักงานเลขาธิการเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดว่าการผลิตข้าวในประเทศในฤดูเก็บเกี่ยวปี 2566-2567 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 25.8 ล้านตัน ลดลงประมาณ 3.3% หรือ 870,000 ตันจากปีก่อนหน้า เป็นผลจากความขาดการฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปกติและไม่มีการคาดการณ์ว่าจะมีฝนมากขึ้นจนสิ้นปี  นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงการปลูกพืชอื่นๆ ที่มีผลผลิตและรายได้สูงทำให้พื้นที่ปลูกข้าวลดลงประมาณ 1% หรือประมาณ 60,000 ไร่ (1 ไร่ = 1,600 ตารางเมตร)
การเก็บเกี่ยวในปีที่แล้วได้ผลในระดับที่ดี และปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นมากกว่า 22% จากปีที่แล้วเป็น 7.69 ล้านตัน ประเทศไทยเคยเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้กลับกลายเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ปัจจุบันคาดว่าจะฟื้นตัวจนถึงจุดที่ส่งออกได้ถึง 8 ล้านตัน ความแตกต่างกับอันดับสองเวียดนามคือหลายแสนตัน คาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นในปีหน้าและอันดับจะสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงนี้ ทำให้คาดการณ์ว่าการส่งออกจะลดลงภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน และคาดการณ์การส่งออกมีความผันผวนอย่างมากจนถึงทุกวันนี้ โดยคาดการณ์ไว้ที่ 7.5 ล้านตันเท่าเดิม ระดับเดียวกับปีที่แล้ว ผลกระทบที่ใหญ่ที่สุดคือการที่รัฐบาลอินเดียวประกาศห้ามส่งออกข้าวบางส่วนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม
เพื่อรักษาอุปสงค์ในประเทศ อินเดียได้ประกาศเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม เกี่ยวกับการห้ามส่งออกข้าวขาวที่ไม่ใช่ข้าวบาสมาติ (ข้าวขาวราคาต่ำซึ่งไม่ใช่ข้าวบาสมาติที่มีกลิ่นหอมหรูหรา) ซึ่งคนส่วนใหญ่ของประเทศบริโภค หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลได้ตัดสินใจกำหนดอัตราภาษีส่งออกข้าวนึ่งซึ่งเป็นข้าวนึ่งแล้วตากแห้งในอัตรา 20% ส่งผลให้ข้าวอินเดียจำนวนมากหายไปจากตลาดส่งออกข้าวระหว่างประเทศ
ประเทศที่ถูกกล่าวว่าได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ ได้แก่ เวียดนาม ซึ่งอยู่ในอันดับที่สองในด้านการส่งออก และประเทศไทย ซึ่งอยู่ในอันดับที่สาม รัฐบาลและผู้ส่งออกของทั้งสองประเทศได้ติดต่อกับประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ เช่น จีน ฟิลิปปินส์ และประเทศในตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายในการขยายการส่งออก ในทางกลับกัน ผู้ค้าบางรายกำลังฉวยโอกาสจากการคว่ำบาตรเพื่อซื้อข้าวทั้งหมด และราคาต่างประเทศก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งได้ถูกโอนไปยังราคาในประเทศของประเทศไทย โดยราคาต่อตันข้าวเมื่อเร็ว ๆ นี้เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบเป็นรายปี เป็น 14,200 บาท (ประมาณ 59,000 เยน) สำหรับข้าวหอมคุณภาพสูง (ข้าวหอมมะลิ) และ 14,200 บาท (ประมาณ 59,000 เยน) สำหรับข้าวขาว ราคาพุ่งขึ้นกว่า 20% เป็น 10,500 บาท
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าการคว่ำบาตรของอินเดียจะคงอยู่นานเท่าใด เทศกาลของชาวฮินดูจะกระจุกตัวอยู่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน และบางคนเชื่อว่ามาตรการของรัฐบาลอินเดียมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในช่วงเวลานี้ ประเทศต่างๆ เช่น ฟิลิปปินส์ ได้เริ่มซื้อข้าวตามนโยบายระดับชาติ ตลาดข้าวของไทยคาดว่าจะเปลี่ยนแปลงในปีนี้ โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลายประการ เช่น ภัยแล้ง การลดการผลิต การคว่ำบาตร และการซื้อที่ตื่นตระหนก (บทความถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ปลายกันยายน มีต่อฉบับหน้า)

แบ่งปัน

ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม